สศช ห่วงภาวะหนี้สินครัวเรือน รายได้ไม่วิ่ง ยอดเบี้ยวหนี้เพิ่ม
สศช ห่วงภาวะหนี้สินครัวเรือน รายได้ไม่วิ่ง ยอดเบี้ยวหนี้เพิ่ม
นาย ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือ สศช. แถลงรายงานภาวะสังคมไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2558 ว่า การมีงานทำลดลง 2% เนื่องจากการจ้างงานภาคเกษตรกรรมลดลงต่อเนื่อง 3.8% สอดคล้องกับการผลิตในภาคเกษตรที่ลดลงด้วย
ทั้งนี้ภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงการเพาะปลูกระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงสิงหาคมที่ผ่านมา ประกอบกับภาวะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนลดลง ทำให้ไม่สามารถใช้น้ำในการทำการเกษตรได้อย่างเต็มที่ ทำให้แรงงานทางด้านการเกษตรประมาณแปดหมื่นกว่ารายเป็นแรงงานที่รอฤดูกาลเพิ่มขึ้น 26.1% ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 0.92% เพิ่มจาก 0.84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตามช่วงที่ผ่านมาทางรัฐบาลก็ได้ออกมาตรการกรตุ้นเศรษฐกิจในเพื่อบรรเทาผลจากภัยแล้งที่มีต่อผู้มีรายได้น้อย ได้แก่มาตราการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับหมู่บ้าน มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบลเป็นต้น รวมถึงมาตรการอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2558
ในประเด็นหนี้สินครัวเรือนนั้นผลสำรวจพบว่ายังอยู่ในระดับสูง โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาดพบว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 ครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ย 27,545 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 4.1% และรายจ่ายของครัวเรือนเท่ากับ 21,818 ต่อเดือนต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น 6.4% และสัดส่วนรายจ่ายต่อรายได้เท่ากับ 79.2% เพิ่มขึ้นจาก 75.8% ของช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
จากตัวเลขดังกล่าวพบว่ารายได้เพิ่มขึ้นช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของรายจ่าย ทำให้เหลือจ่ายเพียง 5,727 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงจาก 6,144 บาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
สำหรับตัวเลขหนี้สินครัวเรือนนั้นเท่ากับ 163,276 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 1.2% ซึ่งถือว่าชะลอตัวลง โดยเมื่อดูตัวเลขคงค้างการให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคในไตรมาสที่ 3 เท่ากับ 3,624,339 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% โดยสินเชื่อเพื่อการจัดซื้อที่ดินที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 10.8% ส่วนการบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆเพิ่มขึ้น 8.5% สินเชื่อการเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ยังลดลงต่อเนื่อง 2.7%
ส่วนการผิดนัดชำระหนี้นั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อบัตรเครดิต ที่ผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนนั้นเพิ่มขึ้น 14.3% และ 24.5% ตามลำดับ
ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า
1639 total views, 1 today